Be With Me
Consuming Be With Me: of Food, Love and Survival
Reviewed by: Khoo Gaik Cheng
Thai translation of article by Khoo Gaik Cheng
BE WITH ME เป็นผลงานการกำกับของ ERIC KHOO นักสร้างหนังชาวสิงคโปร์ที่ไม่ได้ทำงานกำกับมานานหลายปี เพราะเขาหันไปทำงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์แทนในระหว่างนั้น โดยผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดก่อนหน้านี้ของเขาคือ 12 STOREYS (1997) และหลังจากเรื่องนั้น เขาก็หันมาอำนวยการสร้างภาพยนตร์อินดี้อย่างเช่นเรื่อง “15: THE MOVIE” (2002, ROYSTON TAN) และ ZOMBIE DOG (2004, TOH HAI LEONG) โดย BE WITH ME ได้เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ที่คานส์ในปี 2005 ในฐานะภาพยนตร์เปิดเทศกาลของสาย DIRECTORS’ FORTNIGHT และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับคำชมมากพอสมควร แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ เพราะว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้บทสนทนาภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาจีนกลางและภาษาจีนฮกเกี้ยน
BE WITH ME ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตและอัตชีวประวัติของ Theresa Chan ซึ่งเป็นตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ประกอบด้วยเรื่องราวย่อยๆ 3 เรื่อง โดยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเทเรซ่าคือหัวใจและจิตวิญญาณของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเรื่องราวของเธอมอบความรู้สึกอบอุ่นและความรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างแท้จริงให้กับภาพยนตร์ของเอริค คูที่มักให้อารมณ์ที่เคร่งขรึม
จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือความเงียบ เพราะบทสนทนาส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดผ่านทางซับไตเติล, sms, การพิมพ์ดีด, จดหมายรักที่เขียนด้วยมือในภาษาจีนกลาง, อีเมล, การแชทกันทางเน็ต และการสื่อสารกันด้วยมือสำหรับคนที่ตาบอดและหูหนวก นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังใช้ดนตรีประกอบน้อยมาก โดยมีการใช้เสียงเปียโนแบบโรแมนติกมาประกอบช่วงครึ่งแรกของเรื่อง ซึ่งเป็นช่วงที่เน้นเล่าเรื่องราวย่อย 2 เรื่องที่มีชื่อเรื่องว่า FINDING LOVE กับ SO IN LOVE แต่เสียงเปียโนนี้ลดลงไปในส่วนที่มีชื่อว่า MEANT TO BE ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับคู่รักวัยชราคู่หนึ่ง
ในขณะที่หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องท่ามกลางความเงียบเป็นส่วนใหญ่ หนังเรื่องนี้ก็แสดงออกมากขึ้นในจุดที่เป็นการวิจารณ์สังคม ซึ่งได้แก่การวิจารณ์รัฐบาลสิงคโปร์ที่กำหนดโทษประหารชีวิตให้กับผู้ค้ายาเสพติด โดยการฉายรอบปฐมทัศน์ของหนังเรื่องนี้ที่คานส์ตรงกับช่วงที่สื่อมวลชนให้ความสนใจกับการลงโทษประหารชีวิตในสิงคโปร์พอดี โดยในตอนนั้นมีชาวสิงคโปร์ชื่อ Shanmugam Murugesu กับชาวออสเตรเลียชื่อ Nguyen Tuong Van ถูกแขวนคอในข้อหาค้ายาเสพติดในปี 2005 และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึงประเด็นนี้ในช่วงต้นเรื่อง ซึ่งเป็นช่วงที่มีการแนะนำตัวละครที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ใน MEANT TO BE โดยในฉากนั้น เขากำลังเขียนรายงานเกี่ยวกับครอบครัวที่พยายามหาเงินมายังชีพหลังจากพ่อถูกแขวนคอในข้อหาค้ากัญชา
FINDING LOVE มีเนื้อหาเกี่ยวกับ FATTY ยามรักษาความปลอดภัยที่ขี้อายและมีรูปร่างอ้วน เขาหลงรักมิส แอนน์สาวออฟฟิศคนหนึ่งที่มีเสน่ห์และทำงานในตึกเดียวกับเขา เขาพยายามสะกดรอยตามเธอ แต่หนังแสดงให้เราเห็น 2 ครั้งว่า ถึงแม้เขามีรูปร่างอ้วน เขาก็เป็นคนใจดีมีเมตตา โดยชีวิตแบบคนชายขอบของสังคมของยามคนนี้ทำให้นึกถึงธีมที่มักพบในหนังของคู ซึ่งได้แก่ตัวละครชนชั้นแรงงานที่รู้สึกแปลกแยกจากสังคม นับตั้งแต่คนขายบะหมี่ใน MEE POK MAN ไปจนถึงหญิงสาวผู้ยากจนที่ตกเป็นเป้าการทารุณจากแม่ของเธอเองในอาคารการเคหะในหนังเรื่อง 12 STOREYS ทั้งนี้ อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่า LIM POH HUAT มารับบทเป็นพี่ชายของยามที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคนนี้ด้วย โดย LIM นั้นมีอาชีพเป็นยามรักษาความปลอดภัยในชีวิตจริง และเขาทำงานเป็นนักแสดงด้วยในบางครั้ง (LIM เคยแสดงใน ZOMBIE DOG ที่อำนวยการสร้างโดยคู และเขายังเป็นตัวเอกในภาพยนตร์สารคดีสั้นที่ตั้งชื่อตามเขาในปี 2004 ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของ LEE WONG)
ส่วน SO IN LOVE มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักวัยรุ่นของหญิงสาวสองคน โดยหนังนำเสนอเนื้อหาในส่วนนี้ผ่านทางช็อตสั้นๆหลายช็อตมาเรียงต่อๆกัน โดยใช้เพลงป็อปใสๆของญี่ปุ่นมาประกอบ โดยเริ่มต้นเรื่องด้วยการที่แซมกับแจ็คกี้ หญิงสาวสองคนนี้แชทกันทางเน็ต, ทั้งสองได้พบกัน และตกหลุมรักกันขณะไปเที่ยวคลับและไปช็อปปิ้ง แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็จบลงรวดเร็วพอๆกับการส่ง SMS เมื่อแซมหันไปหาคนอื่นแทน ทั้งนี้ โครงสร้างการเล่าเรื่องของ SO IN LOVE สะท้อนให้เห็นธรรมชาติความรักของวัยรุ่นที่ไม่มั่นคงและผ่านไปอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่าสื่อมวลชนจะมุ่งความสนใจไปที่ภาพโปสเตอร์หญิงสาวสองคนจูบกัน ซึ่งเป็นภาพที่ถูกแบนในบางประเทศ หนังเรื่องนี้ก็แทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเซ็กส์เลย และแทบไม่ได้แสดงจุดยืนที่มีต่อประเด็นเรื่องเพศด้วย
ถึงแม้หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดเนื้อหาได้อย่างสมจริงโดยแทบไม่ใช้บทสนทนา เนื้อหาในสองส่วนนี้ก็ไม่น่าประทับใจเท่าใดนัก โดยส่วนที่น่าสนใจกลับเป็นเรื่องราวความหวัง, ความแข็งแกร่ง และการต่อสู้กับชีวิตของเทเรซ่า ชาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนกรอบให้กับเรื่องราวย่อยๆ 3 เรื่องในหนัง และเนื้อหาของชานก็เป็นจุดที่เอริค คูใช้ในการสร้างตัวละครที่สามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกใส่ใจได้จริงๆ ทั้งนี้ สิ่งที่สร้างความประทับใจอย่างมากให้กับผู้เขียนก็คือ Chiew Sung Ching นักแสดงที่รับบทเป็นเจ้าของร้านขายของวัยชราที่สูญเสียภรรยาและมีอาการซึมเศร้าหดหู่ และหนังเรื่องนี้ก็ถ่ายภาพใบหน้าอันเศร้าสร้อยของ Chiew ได้อย่างงดงามท่ามกลางโทนสีเขียว-เหลืองที่ให้อารมณ์เศร้าๆ
ตัวละครของ Chiew วุ่นวายอยู่กับการจ่ายตลาด, เตรียมอาหาร และทำอาหารให้กับคนที่เขารัก โดยในช่วงต้นของหนัง เราจะเห็นเขาเลือกส่วนผสมที่ดีที่สุดในตลาดสดเพื่อนำมาใช้ทำซุปให้กับภรรยาของเขาที่ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล และเขาก็จะป้อนอาหารให้เธอและนั่งอยู่ข้างเตียงนอนของเธอจนมืดก่อนจะกลับบ้าน ต่อมาลูกชายของเขาที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ก็แวะมาเยี่ยมเขา และนำหนังสืออัตชีวประวัติของเทเรซ่าฉบับแปลติดมือมาด้วย และหลังจาก Chiew ได้อ่านหนังสือเล่มนั้น เขาก็รู้สึกอยากจะทำอาหารให้เทเรซ่าทาน
ไคลแมกซ์ของหนังเรื่องนี้รวมถึงฉากแฟลชแบ็คของ Chiew กลับไปยังช่วงเวลาที่ภรรยาของเขากำลังจะตาย และฉากที่เขาสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่และหลั่งน้ำตาออกมาที่โต๊ะกินข้าวของเทเรซ่าก่อนที่เทเรซาจะโอบกอดเขาเอาไว้ อย่างไรก็ดี ฉากนี้ไม่ได้พูดถึงความรักระหว่างเทเรซ่ากับผู้ชายที่ทำอาการให้เธอกิน 3 มื้อต่อสัปดาห์ แต่พูดถึงว่าคนเราสามารถทำสิ่งต่างๆได้มากเพียงใดเพื่อคนที่เรารัก ถึงแม้ว่าเราจะต้องสูญเสียคนรักไปก็ตาม โดยเทเรซ่าเองได้กล่าวไว้ว่า “ความรักไม่ได้ตายจากไปถึงแม้ว่าร่างกายอาจจะสูญสลายไปเพราะความเจ็บปวดจากสาเหตุต่างๆ”
การผสมผสานอัตชีวประวัติที่แท้จริงของเทเรซ่าเข้ากับเรื่องแต่งในภาพยนตร์ส่งผลให้เกิดเรื่องราวอันเรียบง่ายแบบคริสเตียนเกี่ยวกับความหวัง, ความรัก และการไถ่บาป เพราะในขณะที่เทเรซ่าบอกเราว่าเธอสูญเสียรักแท้ไปในคริสต์มาสปี 1968 เธอก็อาจจะได้คนรักใหม่ในช่วงคริสต์มาสยุคปัจจุบันเมื่อ Chiew มาปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านของเธอพร้อมกับอาหารเย็น ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงด้วยการที่เทเรซ่าพิมพ์คำว่า “จงอยู่กับฉันเถิด ที่รัก เพื่อที่รอยยิ้มของฉันจะได้ไม่เลือนหายไป” อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็ลังเลที่จะเชื่อมโยงฉากของคนทั้งสองขณะสวมกอดกัน เข้ากับคำที่เทเรซ่าพิมพ์ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าทั้งสองรักกัน เพราะผู้เขียนคิดว่าถึงแม้วิญญาณของคนในอดีตอาจเดินออกไปจากตัวเนื้อเรื่องแล้ว (อย่างเช่น ภรรยาของ Chiew) แต่ความทรงจำและความรู้สึกที่มีต่อคนเหล่านั้นยังคงดำรงอยู่ และยังคงล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ และกระเพื่อมไหวคล้ายกับจดหมายรักที่เขียนด้วยลายมือที่ปลิวระเรี่ยไปบนพื้นทางเดิน หรือเหมือนกับความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นเมื่อสายไปเสียแล้วเมื่อเราจดจำคนบางคนที่อยู่ในชายขอบของสังคมได้หลังจากได้เห็นเขาตกเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์
ในขณะที่บันทึกความทรงจำที่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ในหนังเรื่องนี้ เป็นบันทึกอันเปี่ยมล้นด้วยพลังของหญิงผู้หนึ่งที่เอาชนะความพิการสองอย่างในตัวได้สำเร็จ (เราได้เห็นเธอทำอาหาร, กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย, ล้างจาน, ว่ายน้ำ และสอนหนังสือ) ความพยายามของหนังเรื่องนี้ในการรักษาเนื้อหาในชีวิตจริงเอาไว้โดยไม่ดัดแปลงกลับส่งผลให้บทภาพยนตร์อ่อนพลังลง ตัวอย่างเช่น บทกวีที่พิมพ์ไว้ในช่วงต้น, ในระหว่างกลาง และในช่วงท้ายเรื่องให้ความรู้สึกจืดชืดเมื่อปรากฏซ้ำกันหลายๆครั้ง (true love truly…, beloved love) และสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนด้อยทางภาษาอังกฤษของชาวสิงคโปร์รุ่นก่อนๆ นอกจากนี้ การผสมผสานเรื่องจริงกับเรื่องแต่งเข้าด้วยกันก็ให้ผลที่ก้ำกึ่ง เพราะมันทำให้เป็นการยากสำหรับผู้ชมที่จะวิจารณ์ข้อความนั้นอย่างโดดๆ เนื่องจากผู้ชมก็ตระหนักว่าเทเรซ่า ชานตัวจริงก็กำลังแสดงในหนังเรื่องนั้นด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี นี่คือภาพยนตร์แห่งอารมณ์สัมผัสถึงแม้ไม่มีฉากเซ็กส์ (หนังเรื่องนี้มีเพียงฉากจูบกันไม่กี่ฉาก) และถึงแม้ว่าแทบไม่มีการใช้เสียงและบทสนทนาในหนังเรื่องนี้ และอารมณ์สัมผัสนี้ก็ได้รับการถ่ายทอดผ่านทางสัมผัสทางผิวหนังและทางกลิ่น ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่เทเรซ่าต้องพึ่งพาในการดำรงชีวิต แทนที่จะพึ่งพาสัมผัสทางเสียงและทางภาพ ฉากที่แสดงให้เห็นถึงจุดนี้คือฉากที่นักสังคมสงเคราะห์สื่อสารกับเทเรซ่าผ่านทางการใช้นิ้วของเขาเขียนลงบนฝ่ามือของเธอ และฉากที่เทเรซ่าร้อยรัดนิ้วของเธอเข้ากับนิ้วของเด็กนักเรียนเพื่อสอนเขาเรื่องการสานกระดาษ
นอกจากการถ่ายภาพแบบโคลสอัพในฉากการสื่อสารกันด้วยมือแล้ว หนังเรื่องนี้ยังให้สัมผัสอันน่ารื่นรมย์สำหรับผู้ชมชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยผ่านทางการนำเสนออาหารและความสำคัญของอาหารในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นๆโดยไม่ต้องใช้คำพูดด้วย ทั้งนี้ Chiew ปรุงอาหารที่น่าดูหลายจานซึ่งได้รับการนำเสนอขณะที่กำลังต้มอยู่ในหม้อหรือวางอยู่บนโต๊ะ และฉากการจ่ายตลาดของเขาก็ให้ภาพที่น่าชมมาก อย่างไรก็ดี กลิ่นและรสของอาหารคือสิ่งที่สร้างความรื่นรมย์ให้กับตัวละครในหนังมากที่สุด อาหารจากพ่อค้าเร่ช่วยทดแทนความสุขทางอารมณ์และทางเพศที่ Fatty ต้องการจากมิส แอนน์แต่ไม่สามารถไขว่คว้าหามาได้ ซึ่งรวมถึงอาหารอย่างหอยทอด, สเต็กและมันฝรั่งทอด และอาหารที่เขาหาเพิ่มเติมได้จากในบ้าน อย่างเช่นขนมปังจิ้มหมูตุ๋นกระป๋อง ส่วนแซมเองนั้นก็นอกใจแจ็คกีเมื่อเธอเลือกที่จะไปกินไอติมกับชายหนุ่มคนหนึ่งแทน ทางด้าน Chiew เองนั้นก็รู้สึกมีความสุขที่สุดขณะที่เขาทำอาหารให้คนอื่น ส่วนเทเรซ่าซึ่งเคยมีพ่ออยู่ในธุรกิจร้านอาหารก็เชื่อมโยงกับชายชราคนนี้ผ่านทางอาหารที่เขาทำมาให้กิน หลังจากที่ในตอนแรกนั้นเทเรซ่าเคยสานสัมพันธ์กับนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นบุตรชายของ Chiew มาแล้วเมื่อทั้งสองเดินทางไปจับจ่ายซื้อของชำด้วยกัน
Be With Me ได้รับคำชมเป็นส่วนใหญ่นับตั้งแต่เปิดฉายที่คานส์ อย่างไรก็ดี ถึงแม้หนังเรื่องนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนในสิงคโปร์ หนังเรื่องนี้ก็ทำรายได้ในสิงคโปร์ต่ำกว่าที่คาด หนังเรื่องนี้ได้รับการซื้อไปฉายในต่างประเทศแล้ว ส่วนดีวีดีของหนังเรื่องนี้จะได้รับการจัดจำหน่ายโดยบริษัท Film Movement ซึ่งเป็นบริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในสหรัฐที่ “นำภาพยนตร์ต่างชาติและภาพยนตร์อินดี้ที่ได้รับรางวัลมาสู่แฟนๆทั่วประเทศโดยผ่านทาง DVD-of-the-Month Club, the Film Movement Series และผ่านทางช่องทางปกติ” ดังนั้นผู้ชมที่อยู่ในเมืองที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าฉายก็สามารถหาดูได้จากทางดีวีดีเช่นกัน
----------
Translated into Thai from English by Jit Phokaew. View his blog, Limitless Cinema, here: http://www.celinejulie.blogspot.com
|